| ความคิดเห็นต่อภาวะเศรษฐกิจหลังไตรมาสแรกปี 2548 |
||
เศรษฐกิจไทยได้เติบโตมาอย่างต่อเนื่องในอัตราที่เพิ่มขึ้นจนถึงปีที่สี่ (2547) โดยอาศัยแรงสนับสนุนที่สำคัญจากการขยายตัวของการส่งออก โดยเฉพาะด้านปัจจัยราคา การขยายตัวจากการบริโภคของภาคเอกชน อุตสาหกรรมท่องเที่ยว และการลงทุนของภาครัฐซึ่งรวมถึงสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐด้วย อย่างไรก็ดีเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญอยู่กับความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นการปรับตัวตามวัฏจักรทางเศรษฐกิจ อีกส่วนหนึ่งเป็นการชะลอตัวของเศรษฐกิจมหาอำนาจ สหรัฐอเมริกา ที่เป็นคู่ค้าหลักของไทย นอกจากนั้นเป็นการเกิดสภาวะการแข่งขันด้านต้นทุนราคาผู้ผลิตอย่างรุนแรงขึ้นมาก ผ่านการเปิด WTO AFTA และเขตการค้าเสรี ทำให้ผู้ผลิตจำนวนมากที่ส่วนใหญ่ต้องอาศัยเวลาในการปรับตัว ไม่สามารถเพิ่มระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ทำให้ภาคการส่งออกที่ยังคงขยายตัวดีล้วนมาจากปัจจัยด้านราคาของสินค้านั้นในตลาดโลกเป็นหลัก ปัจจัยด้านราคาจากภายในยังคงมีน้อยและการขยายตัวด้านปริมาณยังคงมีไม่มาก และเป็นแนวโน้มเช่นนี้มากว่าหนึ่งปีแล้ว ดังจะสังเกตุจากสถิติล่าสุด ได้ว่าการขยายตัวของมูลค่าการส่งออกที่สูงขึ้นเฉลี่ยประมาณร้อยละ 13 ในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ 2548 แต่มีการขยายตัวด้านปริมาณที่ติดลบร้อยละ 1.9 และ 7.4 นอกจากนั้นเศรษฐกิจไทย ต้องเผชิญกับปัญหาราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงถึงกว่า 50 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้เกิดตัวถ่วงทางเศรษฐกิจการคลังเป็นหนี้กองทุนน้ำมันกว่า 80,000 ล้านบาทหรือประมาณร้อยละ 7 ของงบประมาณรายจ่าย และยังมีท่าทีว่าหนี้ก้อนนี้จะขยายตัวขึ้นต่อจากนี้ แต่ด้วยในอัตราที่ช้าลง เนื่องจากรัฐบาลได้ลดการชดเชยกองทุนน้ำมันลงแล้ว เป็นปัญหาสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้การนำเข้ามีมูลค่าขยายตัวอย่างมาก และในบางเดือนได้ขยายตัวมากถึงกว่าร้อยละ 30 (เดือนมกราคม 2548) ทำให้ประสบปัญหาการชะลอตัวลงของภาคการบริโภคอย่างเห็นได้ชัด การขึ้นราคาสินค้าอันสังเกตุได้จากอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้น และการขาดดุลการค้าติดต่อกันเป็นเดือนที่สามในเดือนมีนาคม 2548 ยิ่งไปกว่านั้นเศรษฐกิจไทย ได้ประสบกับเหตุการณ์ไม่คาดคิดหลายประการในช่วงปลายปี 2547 และต้นปี 2548 ตั้งแต่ไข้หวัดนก โรคซาร์ มหันตภัยซึนามิ และการก่อตัวของแผ่นดินไหวในประเทศอินโดนีเซีย และปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ล้วนแล้วแต่มีผลทางจิตวิทยาต่อการลงทุนและอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ทำให้เกิดความผันผวนในตัวเลขการบริโภคและการท่องเที่ยวในสองไตรมาสนี้อย่างเห็นได้ชัด และสิ่งที่ควรให้ความสำคัญคืออุตสาหกรรมโรงแรมในภาคใต้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์เหล่านี้อย่างมาก แม้ว่ารัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือเท่าใด แต่การพื้นตัวจะต้องใช้เวลาที่นาน ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่าที่ผ่านมาเริ่มมีการฟื้นตัวเกิดบ้างในบางพื้นที่ แต่เมื่อมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นมาอีกก็ยิ่งทำให้การพื้นตัวกลับลงสู่ภาวะชะลอลงอีก ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นคือ หากประเทศไทย ขยายตัวทางเศรษฐกิจได้ในระดับกลาง ติดต่อนานเกินไป จะก่อให้เกิดปัญหา ประการแรกคือประเทศจีนและอินเดีย จะยังคงขยายตัวในระดับสูงกว่ามากอยู่ และจะมีขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าสูงกว่าไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีและราคา จะทำให้การส่งออกของไทยประสบกับการชะลอตัวได้อย่างต่อเนื่อง การทำ FTA ของไทยกับจีนและอินเดียจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ประการที่สองคือการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติจะลดน้ำหนักในประเทศไทยลง และประการสุดท้ายคือการใช้มาตรการการคลังของรัฐบาลอาจมีน้ำหนักเทียบกับเศรษฐกิจได้ลดลง เนื่องจากการขยายฐานภาษีจะเกิดการชะลอตัวอย่างชัดเจน ดังนั้นการดำเนินนโยบายของรัฐบาลในการสร้างอุปทานเพื่อเพิ่มกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ เพื่อสร้างปัจจัยราคาสินทรัพย์ที่ดีถือเป็นนโยบายที่ถูกต้องและควรต้องดำเนินการเป็นอย่างยิ่งควบคู่ไปกับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน สำหรับภาวะเศรษฐกิจล่าสุดนี้ (ตัวเลขเดือนมีนาคม 2548) สอดคล้องกับความเห็นข้างตันในภาพรวมของเศรษฐกิจไทย กล่าวได้อีกว่า เครื่องยนต์หลักของประเทศซึ่งก็คือภาคการส่งออก ดุลการค้าแสดงภาวะการ trade-off อย่างเห็นได้ชัด เกิดการขาดดุลการค้าติดต่อกันเป็นเดือนที่สามในอัตราที่เพิ่มขึ้น ดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาติดลบอีกครั้ง แต่การส่งออกยังมีการขยายตัวดี แต่ก็เป็นการขยายตัวที่มาจากปัจจัยด้านราคาของสินค้าในตลาดโลกเป็นหลัก มิใช่มาจากด้านปริมาณ อย่างไรก็ดีเมื่อมาดูการส่งออกที่ขยายตัวเช่นนี้ หักลบการนำเข้าที่ไม่รวมน้ำมันนั้น ถือว่าการส่งออกมีการขยายตัวที่สูงโดยเดือนมีนาคมขยายตัวถึงร้อยละ 19.1 และเป็นตัวเลขที่ทำลายสถิติสูงสุดอีกเช่นเดียวกันคือกว่า 9,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในเดือนมีนาคม ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับหลายๆไตรมาสที่ผ่านมา เชื่อว่าเป็นผลมาจากตัวเลขการขยายตัวของฐานการผลิตในประเทศไทยเป็นหลัก เศรษฐกิจไทยได้รับอานิสงส์ดีจากราคาสินค้าเกษตรที่ยังคงปรับตัวดีอยู่ การท่องเที่ยวที่ตัวเลขนักท่องเที่ยวเริ่มกลับมาดีขึ้นบ้างแล้ว การลงทุนภาคเอกชนยังมีการขยายตัวแต่ในอัตราที่ต่ำ แต่การบริโภคของภาคเอกชนชะลอตัวลง ทำให้ฐานภาษีมูลค่าเพิ่มมีการเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอตัวลง แต่รายได้อื่นๆยังคงมีอัตราเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับดีปานกลาง สิ่งที่สำคัญอีกประการคือ เศรษฐกิจภาคการเงินมีการชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด การขยายตัวของสินเชื่อลดลงอย่างต่อเนื่องจากเดือนพฤศจิกายน และธันวาคม 2547 ที่ร้อยละ 8.7 และ 6.7 มาเป็น 6.0 และ 5.6 ในเดือนกุมภาพันธ์ และมีนาคม 2548 เชื่อว่าส่วนสำคัญมาจากการชะลอตัวลงของภาคการบริโภค และการประกอบธุรกิจการเงินที่รัดกุมมากขึ้น นอกจากนั้นอาจเกิดจากการที่อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นระหว่างสถาบันการเงินจะคงตัวอยู่ในระดับสูงและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และมีระดับสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของสถาบันการเงินมาก ทำให้สถาบันการเงินจะอาศัยการลงทุนผ่านตลาดกู้ยืมเงินระยะสั้นระหว่างสถาบัน แทนการปล่อยสินเชื่อที่อาจมีความเสี่ยงสูงขึ้นในช่วงนี้ได้ สำหรับในภาคการเงินนี้จึงควรให้ความสำคัญต่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นกับอัตราดอกเบี้ยตลาดมากขึ้น และการแก้ปัญหาของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ที่หลายสถาบันการเงินยังคงมีความคืบหน้าน้อยอยู่ โดยรวมเศรษฐกิจไทยยังมีการขยายตัวในระดับปานกลาง จิตวิทยาการลงทุนและการบริโภคทรงตัวและอ่อนลงเล็กน้อย ฐานะการคลังยังมั่นคงแต่ควรติดตามรายได้ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นพิเศษ กิจกรรมการผลิตทั่วไปยังคงมีความแข็งแกร่ง แต่กำไรเชิงการค้า(ดุลบัญชีเดินสะพัด) มีน้อยลงซึ่งเป็นไปตามการคาดการณ์ การค้าได้ผลดีมาจากปัจจัยด้านราคาของสินค้าในตลาดโลกเป็นส่วนใหญ่ ผลจากการขยายตัวด้านปริมาณมีไม่มาก ภาคการเงินมีการขยายตัวในอัตราที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด เกิดส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่สูง เศรษฐกิจไทยต้องได้รับการปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมให้เพิ่มขีดความสามารถในระยะปานกลางและยาวอันควรเป็นงานเร่งด่วนเพื่อสร้างเศรษฐกิจมหภาคที่แข็งแกร่งขึ้นในอนาคต
|